Categories

อัจฉริยะ

posted on 18 Dec 2009 23:30 by gabbicon  in say

ไม่รู้ว่าได้ยินประโยคราวๆ นี้มาจากที่ไหน..อัจฉริยะ มีอยู่ทั่วไป เกิดได้จากทุกชนชั้น

   เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนดูรายการทีวี เนื้อหามีการพูดถึงอัจฉริยะทางดนตรี แล้วความคิดก็ถูกฉุดไว้กับคำนี้ โดยส่วนตัวผมเองถ้ามีใครมาพูดยอผมว่าเป็นอัจฉริยะ ผมก็ชอบน่ะ แล้วก็เขินด้วย ถึงแม้ในความจริงแล้วผมเองห่างจากความหมายอย่างนั้นอยู่มากโขก็เถอะ อันที่จริงผมก็ไม่ได้ฉลาดกว่าชาวบ้าน ซักเท่าไหร่ และยิ่งกว่านั้นผมเองก็โง่กว่าคนทั่วไปในหลายเรื่อง

  ประเด็นที่มันสะกิดใจก็คือ อัจฉริยะเกิดมากันยังไง ...อยู่ดีๆ ไอ้คนนี้ก็เกิดฉลาดระดับอัจฉริยะขึ้นมาซะเฉยๆ รึถูกฝึกและขัดเกลาขึ้นมาจนถึงระดับอัจฉริยะ

..พอคิดถึงตรงนี้ ผมนึกถึงวัยเด็กตัวเอง ถึงแม้ไม่ใช่คนระดับอัจฉริยะ แต่ก็มีความฉลาดอยู่พอสมควร ทำไมตัวเองถึงฉลาดในบางเรื่อง เพราะกินอาหารดี ครูดี รึความฉลาดมันอยู่ในสายพันธ์ คิดไปแล้วเรื่องนี้ก็มีส่วนไม่มากก็น้อยเลยละ ..แต่พอทบทวนถึงช่วงที่โตขึ้นมาเรื่อยๆ เรียนจบ ทำงาน ล้วนแต่เจอคนมีปัญญาระดับไม่ต่างกันอยู่เรื่อยๆ ก็คิดอีกทีว่า อาจจะไม่เกี่ยวนักกับอาหารการกิน สถาบันการศึกษา รึชาติพันธ์ผมคิดว่ามันเป็นแค่ ด่านแรก

..รึว่าเพราะถูกฝึกขัดเกลามาอย่างดีจึงมีปัญญาระดับอัจฉริยะ คิดถึงเรื่องนี้แล้วนึกถึง เรื่องของญี่ปุ่นจากการบอกเล่าถึงการที่มีกลุ่มคลั่งอัจฉริยะ เลี้ยงลูกอย่างฉลาด อัดความรู้กันเต็มเหนี่ยว ไอคิวแต่ละคนที่วัดจากการทดสอบล้วนเหนือธรรมดาสามัญจากคนอย่างผม รึเด็กที่เรียนดนตรี เรียนร้องเพลง เรียนจนแทบจะถึงแก่น พอคิดถึงจุดนี้ผมว่าการขัดเกลามันเป็นจุดสำคัญ ถ้าขัดเกลาอย่างดีก็น่าจะฉลาด แต่ในความรู้สึกผมเองก็รู้สึกแย้งอยู่พอดู พอนึกเรื่องนึงขึ้นมาได้ ผมเลยแยก การขัดเกลาจากคนรอบข้างอันนี้ไว้เป็น ด่านที่สอง

..นึกถึงดันดารา คนหลายคนแสดงความเป็นอัจฉริยะในด้านอื่นๆ ออกมาได้อย่างน่าประหลาดใจ ทำเอาอึ้งไปหลายๆ ครั้งก็มี ..นึกถึงหนังอย่าง ratatouille ที่หนังมันจะบอกว่า อัจฉริยะ เกิดได้จากแห่งหน(..ใช่ๆ คำนี้ละ น่าจะได้ยินมาจากเรื่องนี้) อัจฉริยะก้องโลกหลายคนก็มีชาติกำเนิดธรรมดาสามัญ คิดเอาแบบลวกๆ ภาพในหัวมันนึกออกไปแนวพวกเกือบเพี้ยน รึไม่ก็เพี้ยน พวกที่หมกมุ่นกะเรื่องนั้นอยากฉุดไม่อยู่ ..รู้สึกภาพในหัวมันชัดขึ้นเลย ผมกำปั้นทุบดินไปเลยว่านี่น่าจะใช่ และผมก็เชื่อไปอย่างนั้น พวกที่ขัดเกลาตัวเองจากใจตัวเอง ผมว่ามันทำให้เราได้เห็นอัจฉริยะประเภทที่ทำเอาอึ้ง ผมคิด..สรุปแบบรวบรัดและทึกทัก ผมว่าอันนี้ละน่าจะใช่

 ท้ายที่สุดก็เกิดความคิดนึงที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมต้องมาเขียนบันทึกเอาไว้ มันคงเป็นเรื่องที่น่ากลัวพอดู กับการที่ได้รู้ว่าอัจฉริยะสร้างได้ก็ทำลายได้ ..อย่างนึงที่คนมีปัญญาระดับธรรมดาชนอย่างผมรู้คือ ผมไม่รู้ว่าใครจะกลายเป็นอัจฉริยะด้านไหน ..อีกไม่นานผมจะมีหลาน (ลูกของน้องผมเอง) โดยส่วนตัวผมคิดเล่นๆ ว่าผมอยากให้หลานสนใจอะไร..

..ไอ้นี่ละจบเลย ถ้าผมเกิดไปขัดเกลาในสิ่งที่ หลานผมไม่ได้สนใจละ และถ้าไอ้สิ่งที่ผมคิดว่าดีมันไป ทำให้ความเป็นอัจฉริยะที่อาจจะมีในบางด้านของหลาน มันต้องหลบในละจะทำยังไง ผมจะรู้รึเปล่า คิดแล้วน่ากลัว ..สมมุติว่าในทุ่งแห่งหนึ่งมีพืชสายพันธ์ที่เจ๋งกว่าเดิมเกิดออกมา แล้วเราก็เผามันแล้วแทนที่ด้วยพืชพันธ์ที่เราคิดว่าดี โลกเราจะเสียโอกาศอะไรไปไหม...

 ผมคงทำได้แค่เผ้ามอง และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับหลานละมั้ง ว่าเค้าจะเป็นอัจฉริยะหรือไม่ และอัจฉริยะด้านไหน ผมชักเริ่มคิดว่าคนมีปัญญาระดับผม อย่าไปแทรกแทรงให้เกินเลยไปจะดีกว่า

แล้วไง ยังไง

posted on 11 Oct 2009 15:54 by gabbicon  in say

กาลครั้งหนึ่ง..

ชายฉกรรณหนุ่มนายหนึ่งผู้อาศัยอยู่แถบหมู่บ้านชายป่า ค้นพบว่าถ้าออกไปหาสมุนไพรชนิดนึงในยามดึกและเก็บด้วยวิธีเฉพาะ จะทำให้มันคงความสดไปได้นานกว่าการเก็บแบบเดิม

ในเช้าหลังวันที่เค้าได้ค้นพบความจริงในข้อนี้เค้าก็ทยอย เดินไปเล่าให้เพื่อนๆ ร่วมอาชีพในหมู่บ้านได้ฟังด้วยความกระตือรือร้น

"แล้วไง.." เป็นคำที่หลุดออกมาจากเพื่อนชายคนนึง หลังจากเงียบนิ่งฟังอยู่ซักพัก แน่นอนว่าเค้าไม่ได้สนอกสนใจในเรื่องที่เล่ามานั้นเลย นั่นก็เพราะว่าทุกวันนี้ชายผู้นั้นก็ขายสมุนไฟรชนิดนั้นได้ดีอยู่แล้ว และด้วยวิธีใหม่ที่เล่ามามันไม่น่าสนใจแม้แต่น้อย ทั้งด้วยอันตรายยามค่ำคืน อีกทั้งวิธีเก็บที่ทำให้เก็บได้น้อยลง

และไม่ว่าจะไปเล่าให้ใครอีกหลายคนฟัง ก็ไม่มีใครมีทีท่าสนใจเลยต่างแยกย้ายกันไปเก็บสมุนไพรก่อนที่จะสายไปกว่านี้ ทิ้งชายหนุ่มยืนเคว้งไว้ข้างหลังกับเรื่องบอกเล่าที่เป็นหมัน พร้อมความผิดหวังในใจของเค้าผู้ซึ่งมุ่งมันถ่ายทอดความรู้ที่เค้าคิดว่าดีต่อเพื่อนร่วมอาชีพ

ดึกคืนนั้นชายหนุ่ม ก็เตรียมข้าวของ อาหาร และคบไฟ และอารมรณ์น้อยใจเล็กๆ เพื่อเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่าตามลำพัง ขณะเปิดประตูเพื่อก้าวเดินออกจากบ้าน ก็พบชายคนนึง ยืนรออยู่หน้าบ้าน

"แล้วจะต้องทำ ยังไง.." เป็นคำถามแรกจากเพื่อนร่วมอาชีพคนนึงที่เค้าไม่ได้ไปหาเพราะหมดกำลังใจจะบอกเล่าไปซะก่อน แน่นอนรอยยิ้มเล็กๆ ผุดที่มุมปากก่อนที่คำบรรยายวิธีการจะพรั่งพรูออกไป หลังนั้นทั้งสองคุยกันอยู่อีกพักนึงก่อนเดินหายไปในชายป่ายามค่ำคืน

คืนแล้วคืนเล่า

สามอาทิตย์ต่อมาสมุนไฟของทั้งสองนั้นขายดีกว่าของคนอืนๆ

หลายอาทิตย์ต่อมาชายหนุ่มที่ไปหาสมุนไพรในยามค่ำคืนก็มากขึ้น

หลายเดือนต่อมาหมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาสูง

..บางทีอะไรที่เราไม่ได้คิดว่าน่าสนใจ ท้ายที่สุดอาจมีคุณค่า บางทีนิสัยที่ชอบตั้งคำถามในใจของใครบางคน อาจจะสร้างเรื่องน่าสนใจในสักวัน

............

ระหว่างเขียนๆ ไป ผมเพิ่งมารู้สึกวันนี้เองว่าอีสปเค้าเป็นคนที่เจ๋งทีเดียว ขอตบท้ายเรื่อง(ซึ่งที่จริงผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า อีตาอีสปแกปิดท้ายนิทานของแกอย่างงี้รึป่าว) ด้วยคำว่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

(..............................)

 

....แล้วไง